ขอต้อนรับสมาชิกใหม่ โรงแรมโซฟิเทล โซ แบงคอก
 
 
 
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน?
 
   
สมัครงาน
 
01/01/2006

โรงแรมปลอดควันบุหรี่

โรงแรมปลอดควันบุหรี่ โดย อาร์เทอร์ ฟีลด์ คอร์แนลพับลิชชิ่ง ในปี 1999 การสำรวจในเว็บไซต์ cruisenet.com พบว่าร้อยละ 74 ของผู้ตอบแบบสอบถาม 950 คนต้องการเรือสำราญปลอดควันบุหรี่ การสูบบุหรี่พบเห็นได้ทั่วไปในโรงแรมทั้งในพื้นที่ส่วนกลางและห้องพักแขก แม้ว่าการสูบบุหรี่ในพื้นที่ส่วนกลางและภัตตาคารจะได้รับการควบคุมในพื้นที่ หลายแห่งก็ตาม แต่ไม่มีกฎข้อใดที่ห้ามการสูบบุหรี่ในห้องพักแขก ไม่เพียงแต่แขกผู้เข้าพักจะได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องพักของโรงแรมทั้ง หมด โรงแรมยังจัดที่เขี่ยบุหรี่และไม้ขีดไฟไว้บริการอีกด้วย ผู้ไม่สูบบุหรี่ต้องได้รับความเดือดร้อนจากควันบุหรี่ทางอ้อม (second-hand smokes) ในเลาจน์และล๊อบบี้โรงแรม แถมยังต้องทนต่อห้องพักที่เหม็นอับด้วยควันบุหรี่ นอกจากนี้ เรายังสามารถพบห้องที่มีคราบสีเหลืองจากบุหรี่และนิโคติน รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์และผ้าปูที่นอนที่มีรอยไหม้จากบุหรี่ การศึกษาของมหาวิทยาลัยคอร์เนลกล่าวว่าผู้สูบบุหรี่มักใช้จ่ายมากกว่าคนที่ ไม่สูบบุหรี่ในภัตตาคาร ผู้ประกอบการโรงแรมบางรายพยายามจับตลาด “ผู้ไม่สูบบุหรี่ที่เรียกร้องให้มีการตอบสนองความต้องการของตัวเองและอดีต ผู้เคยสูบบุหรี่” ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ การเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ในโรงแรมเริ่มเห็นได้ชัดในช่วงปี 1988 เมื่อโรงแรมที่กำหนดตัวเองว่าเป็นโรงแรม “ปลอดควันบุหรี่” เริ่มพบว่ามีลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ความพอใจของลูกค้าดีขึ้นในหลายกรณี บริษัทบางแห่งยังได้ประโยชน์จากการบำรุงรักษา ค่าประกันภัยและบุคลากรเพิ่มขึ้นจากการจำกัดการสูบบุหรี่ เป้าหมายของผู้ประกอบการหลายรายคือตอบสนองความต้องการของคนทั้งสองกลุ่ม คาสิโนบางแห่งใช้ระบบปรับอากาศทันสมัยเพื่อกรองควันบุหรี่ ซันเซ็ทสเตชั่นโฮเต็ล&คาสิโนที่เพิ่งเปิดใหม่มีคาสิโนขนาด 80,000 ตารางฟุตและโรงแรมขนาด 448 ห้องที่ซื้อระบบกรองอากาศเทรน HVAC ความสามารถสูงเพื่อขจัดปัญหาเรื่องคุณภาพอากาศ ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โรงแรมใหญ่ ๆ ค่อย ๆ ขยายนโยบายไม่สูบบุหรี่ของตนเองออกไปทีละน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายจัดหา “ห้องพักสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่” ที่ญี่ปุ่น โรงแรมโตเกียวคิบ้า (Tokyo Kiba Hotel) เป็นโรงแรมปลอดบุหรี่อย่างแท้จริง แขกอาจถูกปรับถึง 10,000 เยน (100 ดอลลาร์สหรัฐ) หากพบว่าสูบบุหรี่ที่ใดก็ตามภายในโรงแรม สวิสโฮเต็ลเดินตามรอยเท้าโตเกียวคิบ้าด้วยการกลายเป็นโรงแรมปลอดควันบุหรี่ เต็มตัวเช่นกัน ในเดือนกันยายน 1997 ผู้ประกอบการสวิสโฮเต็ล ซึ่งได้แก่ มิราดอร์ อินเตอร์แนชั่นแนล (Mirador International) จ้างอินเตอร์แนชั่นแนลคอมมิวนิเคชั่นรีเสิร์จออฟมีเดีย (International Communications Research of Media) แห่งเพนซิลวาเนีย ให้ทำการศึกษาเรื่องนี้ ไอซีอาร์รายงานว่าร้อยละ 68.5 ของอเมริกันชน 1,003 คนต้องการห้องพักปลอดควันบุหรี่ในโรงแรม การสำรวจยังบอกด้วยว่าร้อยละ 86 ของผู้เดินทางในยุโรปต้องการห้องสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ ในเดือนพฤศจิกายน 1997 เลอมิราดอร์โฮเต็ลแอนด์สปา (Le Mirador Hotel and Spa) ในสวิสเซอร์แลนด์กลายเป็นโรงแรม 5 ดาวแห่งแรกในยุโรปที่ปลอดควันอย่างสิ้นเชิง การกันห้องพักจำนวนหนึ่งให้เป็นห้องสำหรับผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่ใน โรงแรมแห่งหนึ่งแห่งใดไม่ใช่เรื่องที่ทำกันง่าย ๆ เพราะมีปัญหาดังนี้ 1. การประมาณการว่าควรจะกันห้องพักจำนวนเท่าใดเป็นห้องสำหรับผู้สูบบุหรี่และ เท่าใดสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย 2. ผู้ไม่สูบบุหรี่จะไวต่อควันบุหรี่มาก เมื่อมีผู้สูบบุหรี่เข้าพักในห้องพัก ห้อง ๆ นั้นไม่สามารถใช้เป็นห้องพักสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ได้อีกต่อไป 3. การปรับปรุงห้องที่มีร่องรอยจากการสูบบุหรี่ให้อยู่ในสภาพเดิมมีต้นทุนสูง มาก เพราะต้องขจัดควัน คราบสกปรก และสีซีดจางทั้งหมดให้หมดไป 4. การขจัดกลิ่นที่เกิดจากควันบุหรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เขียนศึกษาปฏิกิริยาของผู้คนที่มีต่อการสูบบุหรี่ในอาคารด้วยการสำรวจ ทัศนคติของโรงแรม ตลอดจนนโยบาย การดำเนินการ และการสนองตอบต่อลูกค้าที่เป็นทั้งผู้สูบบุหรี่และที่ไม่สูบบุหรี่ การศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อดูว่าเชนโรงแรมใหญ่ ๆ มีนโยบายการจองห้องพักสำหรับแขกที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่อย่างไร และเพื่อประเมินว่าผู้เดินทาง ทั้งที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ มีปฏิกิริยาต่อนโยบายเหล่านี้อย่างไร ทัศนคติของเชนโรงแรม การศึกษาพบว่า 2 ใน 3 ของประชากรในอเมริกาเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ คอร์สัน ยง เอ็นซ์ (Corson, Yong, Enz) สำรวจความเห็นของ 389 คนแบบสุ่มตัวอย่างในแถบแมนฮัตตัน ก่อนจะพบว่า 255 คนเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่ (หรือร้อยละ 65 ของกลุ่มตัวอย่าง) คำถามก็คือผู้ประกอบการโรงแรมเห็นความสำคัญของอัตราส่วนประมาณ 2 ต่อ 3 ระหว่างผู้ไม่สูบบุหรี่และผู้สูบบุหรี่ต่อการจัดหาห้องพักในโรงแรมของตนหรือ ไม่ การสำรวจความเห็นทางโทรศัพท์ของเชนโรงแรม 20 แห่งพบว่า 18 ใน 20 แห่งกล่าวว่าพนักงานรับจองห้องพักได้รับคำสั่งให้ถามว่าแขกต้องการห้องพัก แบบใดระหว่างสูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่ แต่แค่ 3 แห่งที่รับประกันว่าแขกจะได้รับห้องพักอย่างที่ต้องการ แขกบางรายทราบสภาพห้องที่ได้รับขณะเช็คอิน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะได้อย่างที่ตัวเองต้องการ จากการศึกษา ผู้เขียนสรุปว่านโยบายที่แท้จริงของเชนโรงแรมส่วนใหญ่คือปล่อยให้โรงแรมใน พื้นที่แต่ละแห่งรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความต้องการห้องพักของลูกค้า ที่เกี่ยวกับการสูบ/ไม่สูบบุหรี่กันเอง เช็คอิน ผู้เขียนสำรวจโรงแรมทั้งหมด 364 แห่งจากโรงแรมที่มีรายชื่อในคู่มือ AAA Guide โดยมีขนาดตั้งแต่ 10 ห้องไปจนถึง 1,224 ห้อง ทั้งนี้ โรงแรมที่สำรวจมีจำนวนห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ 133 ห้อง ผลการสำรวจพบว่า 1. โรงแรมเพียง 9 แห่งที่ห้ามไม่ให้สูบบุหรี่เด็ดขาด 2. ในขณะที่อีก 10 แห่งจัดห้องพักให้กับผู้ไม่สูบบุหรี่ 3. อัตราร้อยละเฉลี่ยของห้องพักที่จัดให้กับผู้ไม่สูบบุหรี่เท่ากับร้อยละ 55 4. ความต้องการห้องพักสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ในช่วง 2 ปีหลังค่อนข้างคงที่ แม้ว่าจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็ตาม การปรับปรุงห้องพัก การศึกษาพบว่าร้อยละ 37 ของโรงแรมกล่าวว่าผู้สูบบุหรี่มักสร้างความเสียหายให้กับห้องพักมากกว่า แต่ร้อยละ 46 กล่าวว่าไม่มีความแตกต่างเด่นชัดแต่ประการใด ความเสียหายหลัก ๆ ได้แก่รอยไหม้ที่ผ้าปูที่นอนและเฟอร์นิเจอร์ มีโรงแรมเพียงร้อยละ 17 ที่แยกซักผ้าปูที่นอนของห้องพักสำหรับผู้สูบบุหรี่และผู้ไม่สูบบุหรี่ มากกว่า 3 ใน 4 ของโรงแรมจะนำผ้าปูที่นอนของห้องพักสำหรับผู้สูบบุหรี่มาซัก โดยผสมกับผ้าปูที่นอนจากห้องพักสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ ก่อนจะซักและแจกจ่ายผ้าปูที่นอนที่ซักแล้วไปตามห้องพักต่าง ๆ สำหรับโรงแรมขนาด 200 ห้อง หากผ้าปูที่นอนจากห้องพักของผู้สูบบุหรี่จำนวน 80 ห้องถูกนำมาปนและกระจายร่วมไปกับผ้าปูที่นอนจากห้องพักสำหรับผู้ไม่สูบ บุหรี่อีก 120 ห้องที่เหลือ ผลก็คือ แค่ซักผ้าปูที่นอนเพียง 10 ครั้งเท่านั้น ก็จะทำให้ห้องทุกห้องได้รับผ้าปูที่นอนที่ครั้งหนึ่งเคยปูในห้องพักของผู้ สูบบุหรี่ ผู้ไม่สูบบุหรี่ที่ไวต่อควันมาก ๆ มักบอกว่าตัวเองสามารถได้กลิ่นควันบุหรี่ในผ้าเช็ดตัวและผ้าปูที่นอนที่ได้ รับควันบุหรี่ก่อนจะนำไปซัก การศึกษาพบว่าโรงแรมแค่ 1 ใน 4 เท่านั้นที่อนุญาตให้แขกสูบบุหรี่ในห้องพักที่จัดให้กับผู้ไม่สูบบุหรี่ ความเห็นของลูกค้า การสำรวจความเห็นของอเมริกันชนทั่วประเทศทั้งหมด 917 คนพบว่าหนึ่งในสี่ของผู้ไม่สูบบุหรี่เคยเป็นคนที่เคยสูบมาแล้ว นักธุรกิจจะสูบบุหรี่มากกว่าไม่สูบ และนักการศึกษาและผู้ที่เกษียณแล้วสูบบุหรี่น้อยกว่าที่คาด สัดส่วนของผู้สูบบุหรี่ที่เป็นชายในกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าผู้สูบบุหรี่ที่ เป็นหญิงมาก การศึกษาเปิดเผยว่าผู้สูบบุหรี่เดินทางซ้ำ ๆ น้อยกว่าผู้ไม่สูบบุหรี่ หมายความว่ามีผู้ไม่สูบบุหรี่ที่เดินทางมากกว่าผู้สูบบุหรี่ถึง 4 เท่า ผู้เดินทางเป็นประจำซึ่งเป็นผู้ไม่สูบบุหรี่มักจะขอห้องพักสำหรับผู้ไม่สูบ บุหรี่มากกว่าผู้ที่เดินทางเป็นครั้งคราว ผู้เขียนถามผู้ไม่สูบบุหรี่ว่าจะทำอย่างไรหากผู้รับจองห้องพักบอกว่าโรงแรม ดังกล่าวไม่มีห้องสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่เหลืออีกต่อไป ร้อยละ 46 เท่านั้นบอกว่าจะยอมรับห้องพักสำหรับผู้สูบบุหรี่ ที่เหลือขอห้องสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่หรือไม่ก็จะโทรหาโรงแรมอื่น (ร้อยละ 38) เมื่อมาถึงโรงแรม หากไม่มีห้องพักสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่เหลือ ร้อยละ 53 บอกว่าพร้อมยอมรับห้องพักสำหรับผู้สูบบุหรี่ แต่ที่เหลือบอกว่าขอเปลี่ยนโรงแรม ผู้ไม่สูบบุหรี่เหล่านี้จะรู้สึกไม่สบายใจหรือไม่อย่างไรหากห้องพักที่เป็น ห้องสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ใช้ผ้าปูที่นอนจากห้องที่เป็นห้องสำหรับผู้สูบ บุหรี่ ร้อยละ 84 กล่าวว่าตนเองรู้สึกไม่สบายใจ มากกว่าร้อยละ 55 กล่าวว่าตนจะรู้สึกแย่มากจากสถานการณ์ทำนองนี้ และผู้หญิงจะมีความรู้สึกมากกว่าผู้ชาย ประเด็นที่ควรสนใจ ผู้ประกอบการเชนโรงแรมอาจต้องพิจารณานโยบายที่ปล่อยให้เรื่องห้องพักสำหรับ ผู้ไม่สูบบุหรี่เป็นปัญหาสำหรับผู้บริหารโรงแรมในท้องถิ่นเป็นคนรับมือและ จัดการ กว่าครึ่งของผู้ไม่สูบบุหรี่กล่าวว่าตนไม่อยากใช้บริการของโรงแรมดังกล่าว ซ้ำอีกครั้ง ไม่เพียงแต่เท่านั้น ร้อยละ 40 ของผู้สูบบุหรี่พร้อมจะฝ่าฝืนกฎและสูบบุหรี่ในห้องพักที่จัดเป็นห้องพัก สำหรับแขกผู้ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งหมายความว่าห้อง ๆ นั้นอาจไม่สามารถรับแขกผู้ไม่สูบบุหรี่ที่ไวต่อควันบุหรี่มาก ๆ ได้อีกต่อไป